วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา


เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงาเหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา และเหงา

เมื่อเหงาแล้วต้องทำไง เมื่อเหงาแล้วจะอธิบายมันอย่างไร เหงาแบบไหน เหงาแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือ เหงา

ข้าพเจ้ามีเพื่อนมากมาย และเวลาว่างของข้าพเจ้าก้อมีมากมายเช่นเดียวกัน แต่เพื่อนของข้าพเจ้าไม่มีได้มีเวลาว่างเช่นเดียวกับข้าพเจ้า จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพียงผู้เดียวอยู่เสมอ ซึ่งข้อดีของมันคือมันไม่ต้องง้อใคร อยากทำอะไรก้อทำ แต่ข้อเสียของมันคือ เหงาฉิบหาย เหงา เหงาเกินไป เหงาจนบางวันข้าพเจ้าไม่ได้คุยกับใครเลย นอกจากพนักงานขายเท่านั้นเอง

บางวันที่ข้าพเจ้าเหงาจนอยู่บ้านไม่ได้ ข้าพเจ้าจะออกไปสยามทานข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียวสักเรื่อง นั่งอ่านหนังสือ+ดื่มกาแฟคนเดียว และสุดท้ายกลับบ้านคนเดียว จนบางคืนก่อนนอนก็ได้แต่นอนคิดว่า ชีวิตเราเหงาเกินไปไหม และเรามีตัวตนบ้างไหมกับคนอื่น ๆ

กับคำถามแรกข้าพเจ้าสามารถตอบได้ ชีวิตเรานั้นเหงาเกินไปแต่กับอีกคำถามคงไม่สามารถตอบได้ เพราะตัวตนของข้าพเจ้าในความรู้สึกคนอื่นคงต้องให้เขาตอบให้

สุดท้ายแล้วข้าพเจ้าหวังว่า คงไม่ใช่คนเดียวในโลกที่เหงาเกินไป คงมีอีกหลายคนกำลังเหงาเกินไปพร้อม ๆ กับข้าพเจ้า และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงข้าพเจ้าคงมีเพื่อนร่วมเหงาไปด้วยกัน ขอให้เราเหงาไปด้วยกัน

แต่ก่อนที่จะไป ว่าแต่ว่า ข้าพเจ้ามีตัวตนบ้างไหมกับชีวิตของคุณ . . . .

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เทศกาลงานศพ (Funeral Festival)


ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านผมไปงานศพมา 3 งาน และแค่ปีนี้เพียงปีเดียว ข้าพเจ้าไปงานศพมากกว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยที่งานแรกเป็นงานคุณยายข้างบ้าน งานที่สองเป็นงานของคุณลุง และงานที่สามเป็นงานของบิดาของเพื่อนสนิท ทุกงานที่ไปมีรูปแบบการจัดงานที่ต่างกัน งานแรกเป็นการจัดแบบไทย งานที่สองเป็นการจัดแบบไทยกึ่งจีน และงานสุดท้ายเป็นการจัดที่ดูเป็นพิธีการและทางการมากที่สุด เพราะบิดาของเพื่อนของข้าพเจ้า ท่านเป็นนายทหาร (ที่มีเกียรติและทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ) แต่ที่ทุกงานศพที่ไปนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันคือความเศร้า การพลัดพราก และมารยาท . . . แต่หาใช่ข้าพเจ้าจะเกิดความรู้สึกเหล่านั้นในทุกงานไม่ และงานที่ข้าพเจ้ากับมีความรู้สึกมากที่สุดคืองานสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าพบเจอบิดาของเพื่อนสนิทไม่ถึง 10 ครั้ง

นั่นอาจเป็นเพราะข้าพเจ้าผูกพันกับเพื่อนคนนี้มาตลอด 7 ปี มันเป็นเพื่อนไม่กี่คนของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องราว และเป็นเพื่อนที่ข้าพเจ้าร่ำสุราและปรับทุกข์มากที่สุดตลอด 3 -4 ปีที่ผ่านมา และเป็นครั้งที่สองที่ข้าพเจ้ามีเพื่อนสนิทที่ต้องสูญเสียบิดา (ครั้งแรกเกิดขึ้นตอน ม.2 ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่รู้ความเท่าไรนัก) แต่กับครั้งที่สองครั้งนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความตายมันช่างใกล้ตัวเรานัก คนที่ข้าพเจ้าพบเจอเป็นประจำ ผูกพัน และมีความเป็นเพื่อนให้แก่กัน ต้องเกิดความสูญเสียที่หนักหนาที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ข้าพเจ้าเป็นห่วงเพื่อนคนนี้ยิ่งนัก และพยายามทำดีที่สุดเท่าที่เพื่อนคนหนึ่งจะทำได้ แต่ถ้าบอกว่า เข้าใจมันไหม ข้าพเจ้าคงบอกไม่ได้ และข้าพเจ้าคงไม่สามารถบอกมันได้ว่า อย่าเศร้าและเสียใจ แต่สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าบอก ข้าพเจ้าคงเพียงได้แต่อยู่เป็นเพื่อนมัน

ข้าพเจ้าไปงานศพคุณยายข้างบ้าน 3 วัน งานศพคุณลุง 4 วันและงานศพบิดาของเพื่อน 6 วัน ข้าพเจ้ารู้ว่า ข้าพเจ้าไม่มีความจำเป็นต้องไปงานศพบิดาของเพื่อนถึง 6 วัน และข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้มีความสำคัญอะไรในงานศพนั้น แต่ที่ข้าพเจ้าไปเพราะนั่นคืองานศพของบิดาของเพื่อน ครอบครัวของเพื่อนได้สูญเสียคร้งยิ่งใหญ่ไป และเพื่อนของข้าพเจ้าได้สูญเสียบิดาไปตลอดกาล ข้าพเจ้าไปเพราะเพื่อนข้าพเจ้า

ยิ่งข้าพเจ้าไปงานศพติดต่อกัน ข้าพเจ้ายิ่งหดหู่ ยิ่งไปยิ่งรู้สึกเศร้า แต่ข้าพเจ้าไปงานศพบ่อยกว่างานวันเกิด เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า งานศพคือเวลาที่คนที่เรารักและผูกพันต้องการกำลังใจ มากกว่า คำว่า Happy Birth Day ในงานวันเกิด

ความตายดำรงอยู่ มิใช่ภาคตรงข้าม หากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

15 วันที่ยาวนานและเหนื่อยล้า แต่มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น


15 วัน ยาวนานเหมือนไม่มีวันจบ เริ่มตั้งแต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่สามารถเอาแน่เอานอนอะไรได้ ว่า ท่านอาจารย์ตกลงจะรับเป็นที่ปรึกษาให้กับข้าพเจ้าและเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ในที่สุดเมื่อท่านอาจารย์ตกลงรับพวกเราแล้ว ความหฤหรรษ์จึงได้เริ่มขึ้น เมื่อพวกเราต้องทำสิ่งที่คนอื่นทำ 3 เดือน เสร็จภายในเวลา 3 วัน ซึ่งในที่สุดพวกเราก็ทำได้ (บางคนในพวกเรา ใช้เวลาเพียง 13 ชั่วโมง)ซึ่งเราต้องเดินทางไกลไปมอบงานชิ้นนี้ให้กับอาจารย์กรรมการสอบที่แสนใจดีของเรา แต่ระยะทางช่างไกลแสนไกล แต่ก็ดั้นด้นจนไปถึง

หลังจากนั้นพวกเราต้องทำการ presentงานร้อนของพวกเรา แล้วเซอร์ไพรซ์ของเราก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่องานร้อนของพวกเราต้องแปรเปลี่ยนไปเเป็นอีกแบบที่พวกเราไม่เคยคาดฝันว่ามันจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ ประมาณว่าเรื่องเราแค่ 1 แต่พอถึงมือท่านอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน (ท่านอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กรรมการสอบ และท่านอาจารย์ประธานสอบ) เรื่องของพวกเรากลายเป็น 10 และมากกว่า 10 แล้วแต่ใครจะโดนไป ซึ่งตัวข้าพเจ้าเองก็ไปไกลจนท่านอาจารย์บอกว่า ใช้เวลาอ่านทฤษฎีอย่างเดียวก็ปีหนึ่งแล้ว (งานเข้าซิครับทีเนี้ย) แต่เมื่อพวกเราทั้งหมด present เสร็จเรียบร้อยต้องพบกับความจริงที่รออยู่ คือเราต้องส่งงานร้อนกว่าของเราในอีก2 วันต่อมา . . . ซึ่งมันคือวันพรุ่งนี้

15 วันช่างยาวนานเหลือเกินสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ และไม่คิดว่าจะผ่านพ้นมันมาได้ แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก้อผ่านพ้นมา แต่มันหาใช่จุดจบไม่ แต่มันคือจุดเริ่มต้นต่างหาก จุดเริ่มต้น . . . ของตวามเหนื่อยยากที่ยาวนาน ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไร แต่ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะผ่านพ้นมันไปได้อีกครั้ง . . .