วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เมื่อมีรอยยิ้ม เราต่างเหมือนกัน


เมื่อวันที่ 19 และ 20 ธันวาคมที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเที่ยวชมงาน Bangkok street show ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไปงานนี้ถึง 2 วันแต่ก็ได้ดูโชว์เพียงไม่กี่โชว์เท่านั้น เนื่องจากมีคนไปเที่ยวชมงานนี้เยอะมากและเวทีแต่ล่ะเวทีนั้นอยู่ไกลกันพอสมควรแม้ไม่ไกลมากแต่ถ้าจะเดินดูให้ทั่วนั้นก็เมื่อยอยู่ ดังนั้นการที่จะดูโชว์ให้ครบทุกโชว์นั้นเป็นเรื่องยาก และถึงแม้ข้าพเจ้าจะพลาดโชว์ที่อยากดูไปหลายโชว์ แต่ก็ยังมีอีกหลายโชว์ที่ข้าพเจ้านั้นประทับใจ และยังมีอีกอย่างที่ข้าพเจ้าประทับใจที่สุด นั่นคือ รอยยิ้ม

งาน Bangkok street show คราวนี้ผู้แสดงกว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นเรื่องการสื่อสารกันด้วยภาษาพูดนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะลืมได้เลย และยิ่งกับเด็ก ๆ ที่ดูอยู่ด้วยแล้วการสื่อสารกันด้วยภาษาพูดยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทุก ๆ โชว์ที่แสดงในงานนี้มีสิ่งที่เหมือน ๆ กันอยู่ นั่นคือ มายากล กายกรรม ศิลปะ และรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นมากยากลหรือกายกรรมต่างสร้างความตื่นตาตื่นใจ และความพิศวงให้กับผู้ชม ศิลปะการแสดงละครใบ้ซึ่งความเพลิดเพลินและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม และสุดท้ายรอยยิ้มซึ่งทั้งนักแสดงและผู้ชมต่างมอบให้แก่กัน และเมื่อเอาทุกสิ่งทุกอย่างมารวมกัน กำแพงด้านภาษาและความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติต่างถูกทลายไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความสุขและรอยยิ้มที่มีอยู่ทั่วทุกที่ในสวนลุม

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าอ่าน โตเกียวไม่มีขา ข้าพเจ้ามักสงสัยอยู่เสมอ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างดิสย์นีแลนด์ตามที่พี่นิ้วกลมพูดนั้นเป็นอย่างไร แต่พอมางานนนี้ข้าพเจ้าถึงเข้าใจและเห็นภาพว่า ทุก ๆ ที่ที่มีแต่รอยยิ้มเป็นอย่างนี้นี่เอง ข้าพเจ้ามีความสุขกับงาน Bangkok street show ครั้งนี้มาก และหวังว่าจะมีครั้งต่อ ๆ ไป
สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน ศาสนาอะไร หรือแม้แต่พูดภาษาอะไรก็ตาม เราต่างเป็นพวกเดียวกันและพูดภาษาเดียวกันด้วยรอยยิ้ม

ปล. คณะ babymime สุดยอดมากกกกกกก . . . อยากให้ทุก ๆ คนได้ชมโชว์ของพวกเขา และรู้จักพวกพี่ ๆ เขาได้ที่ http://www.vrbabymime.com/

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา


เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงาเหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา และเหงา

เมื่อเหงาแล้วต้องทำไง เมื่อเหงาแล้วจะอธิบายมันอย่างไร เหงาแบบไหน เหงาแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือ เหงา

ข้าพเจ้ามีเพื่อนมากมาย และเวลาว่างของข้าพเจ้าก้อมีมากมายเช่นเดียวกัน แต่เพื่อนของข้าพเจ้าไม่มีได้มีเวลาว่างเช่นเดียวกับข้าพเจ้า จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพียงผู้เดียวอยู่เสมอ ซึ่งข้อดีของมันคือมันไม่ต้องง้อใคร อยากทำอะไรก้อทำ แต่ข้อเสียของมันคือ เหงาฉิบหาย เหงา เหงาเกินไป เหงาจนบางวันข้าพเจ้าไม่ได้คุยกับใครเลย นอกจากพนักงานขายเท่านั้นเอง

บางวันที่ข้าพเจ้าเหงาจนอยู่บ้านไม่ได้ ข้าพเจ้าจะออกไปสยามทานข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียวสักเรื่อง นั่งอ่านหนังสือ+ดื่มกาแฟคนเดียว และสุดท้ายกลับบ้านคนเดียว จนบางคืนก่อนนอนก็ได้แต่นอนคิดว่า ชีวิตเราเหงาเกินไปไหม และเรามีตัวตนบ้างไหมกับคนอื่น ๆ

กับคำถามแรกข้าพเจ้าสามารถตอบได้ ชีวิตเรานั้นเหงาเกินไปแต่กับอีกคำถามคงไม่สามารถตอบได้ เพราะตัวตนของข้าพเจ้าในความรู้สึกคนอื่นคงต้องให้เขาตอบให้

สุดท้ายแล้วข้าพเจ้าหวังว่า คงไม่ใช่คนเดียวในโลกที่เหงาเกินไป คงมีอีกหลายคนกำลังเหงาเกินไปพร้อม ๆ กับข้าพเจ้า และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงข้าพเจ้าคงมีเพื่อนร่วมเหงาไปด้วยกัน ขอให้เราเหงาไปด้วยกัน

แต่ก่อนที่จะไป ว่าแต่ว่า ข้าพเจ้ามีตัวตนบ้างไหมกับชีวิตของคุณ . . . .

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เทศกาลงานศพ (Funeral Festival)


ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านผมไปงานศพมา 3 งาน และแค่ปีนี้เพียงปีเดียว ข้าพเจ้าไปงานศพมากกว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยที่งานแรกเป็นงานคุณยายข้างบ้าน งานที่สองเป็นงานของคุณลุง และงานที่สามเป็นงานของบิดาของเพื่อนสนิท ทุกงานที่ไปมีรูปแบบการจัดงานที่ต่างกัน งานแรกเป็นการจัดแบบไทย งานที่สองเป็นการจัดแบบไทยกึ่งจีน และงานสุดท้ายเป็นการจัดที่ดูเป็นพิธีการและทางการมากที่สุด เพราะบิดาของเพื่อนของข้าพเจ้า ท่านเป็นนายทหาร (ที่มีเกียรติและทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ) แต่ที่ทุกงานศพที่ไปนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันคือความเศร้า การพลัดพราก และมารยาท . . . แต่หาใช่ข้าพเจ้าจะเกิดความรู้สึกเหล่านั้นในทุกงานไม่ และงานที่ข้าพเจ้ากับมีความรู้สึกมากที่สุดคืองานสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าพบเจอบิดาของเพื่อนสนิทไม่ถึง 10 ครั้ง

นั่นอาจเป็นเพราะข้าพเจ้าผูกพันกับเพื่อนคนนี้มาตลอด 7 ปี มันเป็นเพื่อนไม่กี่คนของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องราว และเป็นเพื่อนที่ข้าพเจ้าร่ำสุราและปรับทุกข์มากที่สุดตลอด 3 -4 ปีที่ผ่านมา และเป็นครั้งที่สองที่ข้าพเจ้ามีเพื่อนสนิทที่ต้องสูญเสียบิดา (ครั้งแรกเกิดขึ้นตอน ม.2 ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่รู้ความเท่าไรนัก) แต่กับครั้งที่สองครั้งนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความตายมันช่างใกล้ตัวเรานัก คนที่ข้าพเจ้าพบเจอเป็นประจำ ผูกพัน และมีความเป็นเพื่อนให้แก่กัน ต้องเกิดความสูญเสียที่หนักหนาที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ข้าพเจ้าเป็นห่วงเพื่อนคนนี้ยิ่งนัก และพยายามทำดีที่สุดเท่าที่เพื่อนคนหนึ่งจะทำได้ แต่ถ้าบอกว่า เข้าใจมันไหม ข้าพเจ้าคงบอกไม่ได้ และข้าพเจ้าคงไม่สามารถบอกมันได้ว่า อย่าเศร้าและเสียใจ แต่สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าบอก ข้าพเจ้าคงเพียงได้แต่อยู่เป็นเพื่อนมัน

ข้าพเจ้าไปงานศพคุณยายข้างบ้าน 3 วัน งานศพคุณลุง 4 วันและงานศพบิดาของเพื่อน 6 วัน ข้าพเจ้ารู้ว่า ข้าพเจ้าไม่มีความจำเป็นต้องไปงานศพบิดาของเพื่อนถึง 6 วัน และข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้มีความสำคัญอะไรในงานศพนั้น แต่ที่ข้าพเจ้าไปเพราะนั่นคืองานศพของบิดาของเพื่อน ครอบครัวของเพื่อนได้สูญเสียคร้งยิ่งใหญ่ไป และเพื่อนของข้าพเจ้าได้สูญเสียบิดาไปตลอดกาล ข้าพเจ้าไปเพราะเพื่อนข้าพเจ้า

ยิ่งข้าพเจ้าไปงานศพติดต่อกัน ข้าพเจ้ายิ่งหดหู่ ยิ่งไปยิ่งรู้สึกเศร้า แต่ข้าพเจ้าไปงานศพบ่อยกว่างานวันเกิด เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า งานศพคือเวลาที่คนที่เรารักและผูกพันต้องการกำลังใจ มากกว่า คำว่า Happy Birth Day ในงานวันเกิด

ความตายดำรงอยู่ มิใช่ภาคตรงข้าม หากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต