วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

15 วันที่ยาวนานและเหนื่อยล้า แต่มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น


15 วัน ยาวนานเหมือนไม่มีวันจบ เริ่มตั้งแต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่สามารถเอาแน่เอานอนอะไรได้ ว่า ท่านอาจารย์ตกลงจะรับเป็นที่ปรึกษาให้กับข้าพเจ้าและเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ในที่สุดเมื่อท่านอาจารย์ตกลงรับพวกเราแล้ว ความหฤหรรษ์จึงได้เริ่มขึ้น เมื่อพวกเราต้องทำสิ่งที่คนอื่นทำ 3 เดือน เสร็จภายในเวลา 3 วัน ซึ่งในที่สุดพวกเราก็ทำได้ (บางคนในพวกเรา ใช้เวลาเพียง 13 ชั่วโมง)ซึ่งเราต้องเดินทางไกลไปมอบงานชิ้นนี้ให้กับอาจารย์กรรมการสอบที่แสนใจดีของเรา แต่ระยะทางช่างไกลแสนไกล แต่ก็ดั้นด้นจนไปถึง

หลังจากนั้นพวกเราต้องทำการ presentงานร้อนของพวกเรา แล้วเซอร์ไพรซ์ของเราก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่องานร้อนของพวกเราต้องแปรเปลี่ยนไปเเป็นอีกแบบที่พวกเราไม่เคยคาดฝันว่ามันจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ ประมาณว่าเรื่องเราแค่ 1 แต่พอถึงมือท่านอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน (ท่านอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กรรมการสอบ และท่านอาจารย์ประธานสอบ) เรื่องของพวกเรากลายเป็น 10 และมากกว่า 10 แล้วแต่ใครจะโดนไป ซึ่งตัวข้าพเจ้าเองก็ไปไกลจนท่านอาจารย์บอกว่า ใช้เวลาอ่านทฤษฎีอย่างเดียวก็ปีหนึ่งแล้ว (งานเข้าซิครับทีเนี้ย) แต่เมื่อพวกเราทั้งหมด present เสร็จเรียบร้อยต้องพบกับความจริงที่รออยู่ คือเราต้องส่งงานร้อนกว่าของเราในอีก2 วันต่อมา . . . ซึ่งมันคือวันพรุ่งนี้

15 วันช่างยาวนานเหลือเกินสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ และไม่คิดว่าจะผ่านพ้นมันมาได้ แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก้อผ่านพ้นมา แต่มันหาใช่จุดจบไม่ แต่มันคือจุดเริ่มต้นต่างหาก จุดเริ่มต้น . . . ของตวามเหนื่อยยากที่ยาวนาน ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไร แต่ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะผ่านพ้นมันไปได้อีกครั้ง . . .

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

Queer Film for straight guy (!! Help me !! i'm not sure)


2 บทความที่ผ่านมาข้าพเจ้าเขียนมันด้วยอารมณ์ความรู้สึกล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็นบทความแรกที่เขียนด้วยอารมณ์เหงา ส่วนบทความที่สองเขียนด้วยความรู้สึกที่แปลกใจกับตนเองที่พยายามร้องไห้มาตลอดทั้งวันกับเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันหนักหนามากมายจนต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ แต่เรากลับมาร้องไห้อย่างง่ายดายเพียงแค่หนังชื่อโตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งอาจจะทำให้บทความแรกและบทความที่สองมีความบกพร่องทางด้านสำนวน การเล่าเรื่องและแม้แต่จุดอ่อนที่แก้ไม่หายคือการสะกดคำ แต่พอมาถึงบทความที่สามข้าพเจ้ากับมีความคิดไตร่ตรองอยู่นานว่า ข้าพเจ้าจะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ดีไหม ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ล่อแหลมและชวนเกิดความสงสัยในตัวข้าพเจ้าอย่างยิ่ง แต่เมื่อข้าพเจ้าคิดแล้วคิดอีก ข้าพเจ้าคิดได้ว่า ข้าพเจ้าไม่อาจเก็บเรื่องราวนี้ไว้กับตัวได้อีกต่อไปแล้ว จึงเขียนบทความนี้อย่างไตร่ตรองและระมัดระวังเพื่อกันความเข้าใจผิดหรือความคลาดเคลื่อนในตัวข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายังเขียนขึ้นมาเพื่อระบายความในใจเผื่อมีผู้หวังดีสามารถไขข้อข้องใจข้อนี้ของข้าพเจ้า นั่นคือ . . . ช่วงนี้ชอบดูChick Film กับ Queer Film "กูเป็นเกย็รึป่าวว่ะ"


ข้าพเจ้าเชื่อเสมอว่า การดูหนังเกย์และหนังผู้หญิ่ง ผู้หญิง ไม่ได้หมายความว่า ข้าพเจ้านั้นเป็น . . .เกย์ (ยากเหลือเกินที่จะเอ่ยคำนี้ออกมา) แต่เมื่อข้าพเจ้าได้อ่าน Starpic เล่มล่าสุดที่ว่าด้วยหนังของเกย์ มีหนังหลายเรื่องมากที่เป็นหนังติดอันดับของเกย์และดันเสือกเป็นหนังเรื่องโปรดของข้าพเจ้า (ซึ่งข้าพเจ้าไม่อาจเอ่ยนามได้หมดเพราะเยอะมากและเกย์มาก) ซึ่งมันทำให้ข้าพเจ้าหวั่นไหว ข้าพเจ้ายอมรับว่าหนังเหล่านั้นมันโคตรเกย์ ข้าพเจ้าจึงปลอบใจตนเองด้วยการบอกว่า ยังมีหนังโคตรแมนและโคตรแนวหลายเรื่องที่ข้าพเจ้ารัก (รักมีขั้นสูงกว่าโปรดปราน ข้าพเจ้าเริ่มมั่นใจในความเป็นแมนของตนมากขึ้น) แต่เมื่อข้าพเจ้ากลับมาสังเกตตนเองอีกทีระยะสองปีหลังที่ผ่านมาข้าพเจ้าดูหนังพวกนี้มากกว่าช่วงชีวิตทั้งหมดของข้าพเจ้า ซึ่งจุดเริ่มต้นมันมาจาก หุบเขาแห่งนั้น หุบเขาBrokeBack หุบเขาเร้นรัก . . . (ถ้าอ่านตอนฟังดนตรีประกอบของหนังจะได้อารมณ์มาก)

หนังหุบเขาเร้นรักเรื่องนี้ทำให้น้ำตาของข้าพเจ้าไหลซึมออกมาในความรักของพวกเขา แม้บางฉากข้าพเจ้าจะปิดตาดูราวกับดูหนังสยองขวัญอยู่ก็ตามและข้าพเจ้าก็โปรดปรานหนังเรื่องนี้มาก เป็นหนังอีกเรื่องที่ข้าพเจ้าประทับใจ และหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มดูหนังเกย์มากขึ้นซึ่งมีทั้งประทับใจและไม่ประทับใจปะปนกันไป(แต่ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าประทับใจนะ) จนเมื่อหนังเกย์ที่พอหาได้หมดข้าพเจ้าเริ่มหาหนังผู้หญิงมาดูซึ่งส่วนใหญ่ข้าพเจ้าประทับใจไม่ว่าจะเป็น Pride and prejudice(2รอบ), Dream Girl (2รอบ+soundtrack) หรือล่าสุด Sex and The city (ชอบมากจนจะหาตอนเป็นซีรีย์มาดู) etc.

ด้วยตัวอย่างและเหตุการณ์ทั้งที่ข้าพเจ้ากล่าวมามันทำให้ข้าพเจ้าเริ่มไม่แน่ใจในความเป็นบุรุษเพศของตนเอง เพราะข้าพเจ้ามักอินในหนังเหล่านี้จนเกินงาม เกิดความประทับใจและเริ่มเอนเอียงเข้าใจเห็นใจเพศที่ 2 และ 3 มากผิดปกติ ข้าพเจ้าจึงอยากปรึกษาเพื่อนฝูงและมิตรสหายของข้าพเจ้าถึงความไม่แน่ใจในตัวของข้าพเจ้านี้ สุดท้ายนี้ท่านทั้งหลายคิดว่า "ข้าพเจ้าเป็นเกย์รึป่าวว่ะ"


ปล.แด่เพื่อนสาวทั้งหลาย Sex and the city เด็ดมากนะค่ะ ควรหามาดูเลย ถือว่าเป็นขั้นกว่าของ Devil wear prada เลยทีเดียว โดยเฉพาะชุดของสาว ๆ ทั้ง 4 คน เริ่ดมากค่ะ


ปล.(ที่2) หนังที่ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อไปเป็นหนังที่ดีและสนุกมากควรลองหามาดูกัน และไม่ว่าจะเป็นหนังเกย์ หนังหญิงหลาย ๆ เรื่องต่างมีความเป็นหนังที่ดีอยู่มาก ทั้งสนุก สมบูรณ์และได้อรรถรส(รวมทั้งแง่คิดดี ๆ อีกเพียบ) ซึ่งผมนั้นเข้าใจในรสนิยมของแต่ละคน แต่กับแค่เรื่องหนังก็ลองหันมาดูหนังพวกนี้หน่อยเถอะครับ บางเรื่องมันอาจทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นหรือแม้แต่หนังบางเรื่องมันอาจทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นก็ได้ ลองดูกันเถอะนะครับไม่ตายหรอก . . .

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

ในที่สุดน้ำตาก็รินไหล ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา . . .


กลางดึกของคืนวันที่ 17 กันยายาน 2551 : บทสนทนาของอดีตกับความเปลี่ยนแปลง


อดีต : ขอเบอร์โทรศัพท์ได้ไหม

ความเปลี่ยนแปลง : ไม่ให้ เพราะเกรงใจแฟน

อดีต : มีแฟนแล้วว่างั้น

ความเปลี่ยนแปลง : อืม

อดีต : ขอโทษนะ

ความเปลี่ยนแปลง : ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษหรอก

อดีต : บางทีมันคงถึงเวลาที่เราต้องทำใจได้จริง ๆ แล้ว เราคงลืมเธอได้สักที ลาก่อนนะ

ความเปลี่ยนแปลง : เธอเลือกอย่างนี้เองนะ ตามใจ ลาก่อน บาย


นาทีต่อมา อดีตรู้สึกว่าเขาไม่มีความสำคัญอีกต่อไป ความฝันว่าสักวันเขากับความเปลี่ยนแปลงจะกลับมารักกัน แต่ความจริงที่พึ่งปรากฏเมื่อกี้ทำให้เขารู้ว่า ความเปลี่ยนแปลงได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

อดีตอยากจะร้องไห้ แต่ร้องไห้ไม่ออก เหมือนมีก้อนบางอย่างจุกคาอยู่ที่คอหอยซึ่งกั้นอยู่ระหว่างหัวใจกับต่อมน้ำตา จึงทำให้หัวใจไม่สามารถสั่งการไปยังต่อมน้ำตาได้ อดีตอึดอัดแทบขาดใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่แล้วสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าอดีตจะลืมไปได้เข้ามาโอบอุ้มเขา และสิ่งนั้นคือเพื่อน ๆ ของเขานั่นเอง

เพื่อนคนแล้วคนเล่าเข้ามาปลอบโยน บางคนเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยที่ยังคุยกันติดต่อกันอยู่เสมอ บางคนเป็นเพื่อนที่ห่างหายไปไม่ค่อยได้พบเจอแต่ก็ไม่เคยห่างหายจากความเป็นเพื่อนที่เคยมี ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุ อดีตได้รู้ว่า มีความห่วงใยอยู่รอบตัวเขามากมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อดีของเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้น คือ ทำให้เขารู้ว่าตัวเขานั้นยังมีความหมาย

แต่จนแล้วจนรอดไม่ว่าอดีตจะทำอย่างไร น้ำตาก็ยังไม่อาจไหลออกมา ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาเขาได้ฟังเพลงเศร้ามากมาย อ่อนไหวจากคำปลอบโยนของเพื่อน อ่อนแอจากการร่ำสุรา หรือทรมานกับความทรงจำของความเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายอดีตก้อไม่ได้ร้องไห้ และแม้ว่าก้อนที่จุกอยู่ตรงคอหอยได้ละลายหายไป หัวใจของเขากลับมาสั่งการต่อมน้ำตาได้ดีดังเดิม . . . แต่ก้อไม่มีแม้น้ำตาสักหยด


วันต่อมา 18 กันยายน 2551 : ยามบ่าย อดีตกับTokyo Tower

อดีตนั่งดูภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Tower หนังดี ๆ อีกเรื่องที่เพื่อนจูน(ขอบใจจูนมากอีกครั้งนะ)และเพื่อนหลายคนแนะนำให้หามาดู โตเกียวทาวเวอร์ ว่าด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของลูกกับแม่คู่หนึ่ง แม่ผู้ซึ่งทำทุกอย่างได้เพื่อลูก แม่ผู้ซึ่งเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ กับลูกที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านั้น จนมาคิดได้ในเวลาที่เกือบจะเป็นช่วงชีวิตสุดท้ายของแม่ โตเกียวทาเวอร์ ดำเนินเรื่องอย่างเรียบ ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ในเรื่องนั้นสามารถเกิดขึ้นกับชีวิตของใครก้อได้ หนังไม่ได้บิวอารมณ์ให้น้ำตาไหลกับฉากซึ้งที่เรียกน้ำตาแบบเอาตาย แต่หนังกลับมีฉากซึ้งเล็ก ๆ ที่มาเรียกน้ำตาได้เป็นระยะ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนังบอกกับเราก็คือการใช้ชีวิตที่แสนยากลำบากของคนบ้านนอกที่เข้ามาตามความฝันในเมืองหลวง เมื่อดูโตเกียวทาวเวอร์จบ เขารักหนังเรื่องนี้มาก จนอยากจะหาเวลานั่งดูกับคุณแม่สักครั้ง(พร้อมกับคุณพ่อและน้องชายด้วย) และนอกจากความประทับใจที่โตเกียวทาวเวอร์มีให้กับอดีต โตเกียวทาวเวอร์ยังให้บางสิ่งบางอย่างกับเขา นั้นคือ . . . น้ำตา

โตเกียวทาวเวอร์ทำให้หัวใจของอดีตสั่งการไปยังต่อมน้ำตาได้อย่างดีเยี่ยม เขาร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ออกมาเรื่อย ๆ กับฉากซึ้งเล็ก ๆ เหล่านั้น น้ำตาที่เมื่อ 24 ชั่วโมงก่อน เขาพยายามร้องไห้ออกมาเท่าไร ก็ไม่มีแม้สักหยดไหลออกมา แต่โตเกียวทาวเวอร์ กลับทำได้ มันทำให้เขาสงสัยว่าทำไม หนังเรื่องเดียวถึงเรียกน้ำตาจากเขาได้ ทั้ง ๆ ที่ความเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงมันทำร้ายเขาอย่างมากมายแต่เขากลับไม่มีน้ำตา

โตเกียวทาวเวอร์เป็นภาพสะท้อนของความรักที่เขาคุ้นเคยแต่หลงลืมมันไป และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างความเปลี่ยนแปลงกับเขามันเป็นความผิดหวังจากความรักที่เขาเชื่อว่ามันจริง ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วความรักที่เขาหลงลืมมันไปต่างหากที่เป็นความจริงและเป็นนิรันดร์ มันคือความรักที่อยู่กับเขาเสมอ ความรักที่ไม่มีวันหมด ความรักที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


ในที่สุดน้ำตาของอดีตก็รินไหล ในที่สุดอดีตก็ร้องไห้ออกมา แต่เป็นน้ำตาที่ออกมาจากความรัก ของผู้หญิงที่รักผมากที่สุดในโลก และอดีตก็รักเธอเช่นกัน

ผมรักแม่ครับ . . .



สุดท้ายนี้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านผมขอขอบคุณ . . .

จูน:ที่แนะนำให้เราดู โตเกียวทาวเวอร์(จูนไม่เคยทำให้เราผิดหวังจริง ๆ ) , กราฟ: กับคำแนะนำดี ๆ (เพื่อสาวอยู่กับเราเสมอ), เพื่อนมนต์:ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้ซวยที่สุด (นายเป็นเพื่อนที่ดีของเราไม่เคยเปลี่ยน), ต้อง:ที่ทนฟังเรานอยมาทั้งวันและคำปรึกษาดี ๆ ที่ทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้น (ถ้าไม่ได้ต้องเราคงผ่านพ้นมันไปได้ยากจริง ๆ ), ดลและแตง:ที่ไปทานเหล้าเป็นเพื่อน ทนฟังเรานอย และคำปรึกษาที่ตรงที่สุด, อาร์ทและแย้:ที่ทำให้เรารู้ว่าเรามีนายเป็นเพื่อนเสมอ, ความเปลี่ยนแปลง:เธอทำให้เรารู้และเข้าใจความเปลี่ยนแปลง, ขอบคุณโตเกียวทาวเวอร์ที่ทำให้นึกถึงความรักที่เป็นจริงนิจนิรันดร์ และสุดท้ายขอขอบคุณ คุณแม่กับความรักทั้งหมดที่คุณแม่ให้มา ลูกคนนี้จะทำทุกอย่างให้สมกับความรักของแม่ครับ . . .