วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

ข้าพเจ้าคือตัวโง่งม ที่เปลี่ยนไป


ข้าพเจ้ามีความเชื่อเสมอว่า ทุกความสัมพันธ์นั้นมีเยื่อใยอยู่ ไม่ว่าเรากับใครคนนั้นจะสนิทสนมกันแค่ไหนหรือมากน้อยเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าเส้นทางทางชีวิตของเราได้ตัดผ่านกันแล้ว อย่างน้อยที่สุดเราจะมีความทรงจำร่วมกัน มีความผูกพัน ดังนั้นข้าพเจ้ามักมีเยื่อใยให้กับใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรักก็ตาม เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อในความสัมพันธ์และที่มากกว่านั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าความทรงจำที่มีร่วมกันนั้นมันมีค่า แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อเหล่านั้นของข้าพเจ้าต้องสั่นคลอน คือการที่คนที่ข้าพเจ้าให้ความสำคัญมากกว่าใครกลับบอกออกมาว่า ข้าพเจ้าไม่เคยสำคัญและมีความหมายใด

ความรู้สึกแรกที่รับรู้ คือ ข้าพเจ้านั้นเหมือนตัวโง่งม ทำไมเราถึงเชื่ออะไรอย่างนั้นมาได้ตั้งนาน ความสัมพันธ์ที่เราเชื่อ กับเขานั้นเยื่อใยที่เราให้มันไม่เคยเป็นจริง สิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อมันคือสิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อแต่เพียงผู้เดียว กับเขาเขาคงมีความเชื่ออีกแบบ อาจเป็นความเชื่อแบบที่ว่า "ถ้ามึงโง่ที่จะให้กูเอง มึงก็ต้องให้ต่อไป ให้จนกว่ากูจะเบื่อหรือไม่มึงก็ตาสว่าง" และในที่สุด . . . ข้าพเจ้าตาสว่าง

ในช่วงต้นปีอย่างนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกดีที่ข้าพเจ้าตาสว่าง ข้าพเจ้าจะได้เป็นคนใหม่ในช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น แม้บางอย่างในตัวจะหายไปแต่ข้าพเจ้าก็ได้สิ่งใหม่เข้ามา ต่อจากนี้ความเชื่อของข้าพเจ้าจะเปลี่ยนไปความสัมพันธ์นั้นไม่มีเยื่อใย มันมีแค่เกิดขึ้นและจบลง สิ่งเดียวที่ผู้แพ้จะทำได้ คือการที่เราต้องดูแลตัวเอง

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า ต่อจากนี้ความสัมพันธ์ของข้าพเจ้ากับคนนั้นจะเป็นอย่างไร และข้าพเจ้าจะมีเยื่อใยในความสัมพันธ์อื่นอีกหรือไม่ แต่ที่ข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว . . . และขั้นต่อไปคงต้องหาวิธีตัดอย่างไรให้ขาด


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ตี 2 นอนไม่หลับ


ตี 2 นอนไม่หลับ แต่ไม่ได้เหงา

ตี 2 นอนไม่หลับ แต่ไม่ได้คิดถึงใคร

ตี 2 นอนไม่หลับ แค่มาเขียน blog เฉย ๆ

ตี 2 นอนไม่หลับ กำลังฟังเพลง ฝัน หวาน อาย จูบ

ตี 2 นอนไม่หลับ เพิ่งกลับมาจากดูหนังเรื่อง Australia

ตี 2 นอนไม่หลับ คิดอยากให้มีหนังชื่อ Thailand

ตี 2 นอนไม่หลับ เลยคิดไปว่า จะเป็นอย่างไร ถ้าหนุ่มที่เป็นเสื้อแดงเพราะครอบครัวและไม่เต็มใจ ต้องมาพบรักกับสาวเสื้อเหลืองที่มุ่งมั่นในอุดมการณ์ ณ วันที่เกิดการปะทะกัน

ตี 2 นอนไม่หลับ นึกขึ้นได้ว่า ไม่น่าดื่มกาแฟเลย

ตี 2 นอนไม่หลับ และเริ่มคิดถึงใครหลาย ๆ คน

ตี 2 นอนไม่หลับ กำลังคิดถึงคนที่เรารัก ที่เราชอบ คนที่เรามีเส้นชีวิตที่ตัดกัน ให้มาพบเจอกัน

ตี 2 นอนไม่หลับ สงสัยว่าทำไมเราถึงไม่อาจอยู่กับคนที่ผ่านมาพบกันได้ตลอดไป

ตี 2 นอนไม่หลับ และได้คำตอบว่า คนที่ไม่ใช่ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่

ตี 2 นอนไม่หลับ ยังคงเขียนอะไรไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย

ตี 2 นอนไม่หลับ เลยเปิด web ข่าวบันเทิง ภาพหลุดดารา

ตี 2 นอนไม่หลับ รู้สึกตัวเองว่า เบื่อนมอั้ม ดูจนตอนนี้ไม่ตื่นเต้นแล้ว

ตี 2 นอนไม่หลับ กำลังคิดอยู่ว่าจะ ฟังเพลงอะไรต่อไปดี

ตี 2 นอนไม่หลับ เลือกฟังอัลบั้ม Smooth Jazz อะไรสักอย่าง

ตี 2 นอนไม่หลับ กำลังคิดถึงคนที่อยากลืม

ตี 2 นอนไม่หลับ อยากเจอคนที่อยากลืม แค่อยากรู้ว่า เจอแล้วจะนอยอีกไหม

ตี 2 นอนไม่หลับ ไม่อยากเจอหน้าคนที่ไม่ชอบบางคนอีกเลย

ตี 2 นอนไม่หลับ ฉันคิดถึงเธอ

ตี 2 นอนไม่หลับ แต่อยากรู้ว่าใครใช้คำว่า นอย คนแรก

ตี 2 นอนไม่หลับ วันนี้มันวันคริสมาสต์ นี่หว่า

ตี 2 นอนไม่หลับ List ใน Msn มี 2 คนที่น่ายังไม่นอนเหมือนเรา คือ เพื่อนฮ้ง กับน้องแนน

ตี 2 นอนไม่หลับ ดูนาฬิกาจะตี 2 ครึ่งแล้ว

ตี 2 นอนไม่หลับ เริ่มจะรู้สึกเหงาแล้วซิ

ตี 2 นอนไม่หลับ จะมีคนนอนไม่หลับกี่คนตอนนี้

ตี 2 นอนไม่หลับ คิดถึงเธอ

ตี 2 นอนไม่หลับ นอนไม่หลับ นอนไม่หลับ นอนไม่หลับ นอนไม่หลับ นอนไม่. . . นอน . . .

ตี 2 ก่อนที่จะนอนหลับ อยากบอกเธอ บอกเพื่อน บอกคนรู้จัก บอกคนที่เคยพานพบเมื่ออดีต บอกคนที่กำลังจะพบกันเมื่อเส้นทางชีวิตเราตัดกัน บอกโลก บอกจักรวาล บอกความว่างเปล่า . . .

ราตรีสวัสดิ์


วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เมื่อมีรอยยิ้ม เราต่างเหมือนกัน


เมื่อวันที่ 19 และ 20 ธันวาคมที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเที่ยวชมงาน Bangkok street show ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไปงานนี้ถึง 2 วันแต่ก็ได้ดูโชว์เพียงไม่กี่โชว์เท่านั้น เนื่องจากมีคนไปเที่ยวชมงานนี้เยอะมากและเวทีแต่ล่ะเวทีนั้นอยู่ไกลกันพอสมควรแม้ไม่ไกลมากแต่ถ้าจะเดินดูให้ทั่วนั้นก็เมื่อยอยู่ ดังนั้นการที่จะดูโชว์ให้ครบทุกโชว์นั้นเป็นเรื่องยาก และถึงแม้ข้าพเจ้าจะพลาดโชว์ที่อยากดูไปหลายโชว์ แต่ก็ยังมีอีกหลายโชว์ที่ข้าพเจ้านั้นประทับใจ และยังมีอีกอย่างที่ข้าพเจ้าประทับใจที่สุด นั่นคือ รอยยิ้ม

งาน Bangkok street show คราวนี้ผู้แสดงกว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นเรื่องการสื่อสารกันด้วยภาษาพูดนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะลืมได้เลย และยิ่งกับเด็ก ๆ ที่ดูอยู่ด้วยแล้วการสื่อสารกันด้วยภาษาพูดยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทุก ๆ โชว์ที่แสดงในงานนี้มีสิ่งที่เหมือน ๆ กันอยู่ นั่นคือ มายากล กายกรรม ศิลปะ และรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นมากยากลหรือกายกรรมต่างสร้างความตื่นตาตื่นใจ และความพิศวงให้กับผู้ชม ศิลปะการแสดงละครใบ้ซึ่งความเพลิดเพลินและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม และสุดท้ายรอยยิ้มซึ่งทั้งนักแสดงและผู้ชมต่างมอบให้แก่กัน และเมื่อเอาทุกสิ่งทุกอย่างมารวมกัน กำแพงด้านภาษาและความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติต่างถูกทลายไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความสุขและรอยยิ้มที่มีอยู่ทั่วทุกที่ในสวนลุม

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าอ่าน โตเกียวไม่มีขา ข้าพเจ้ามักสงสัยอยู่เสมอ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างดิสย์นีแลนด์ตามที่พี่นิ้วกลมพูดนั้นเป็นอย่างไร แต่พอมางานนนี้ข้าพเจ้าถึงเข้าใจและเห็นภาพว่า ทุก ๆ ที่ที่มีแต่รอยยิ้มเป็นอย่างนี้นี่เอง ข้าพเจ้ามีความสุขกับงาน Bangkok street show ครั้งนี้มาก และหวังว่าจะมีครั้งต่อ ๆ ไป
สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน ศาสนาอะไร หรือแม้แต่พูดภาษาอะไรก็ตาม เราต่างเป็นพวกเดียวกันและพูดภาษาเดียวกันด้วยรอยยิ้ม

ปล. คณะ babymime สุดยอดมากกกกกกก . . . อยากให้ทุก ๆ คนได้ชมโชว์ของพวกเขา และรู้จักพวกพี่ ๆ เขาได้ที่ http://www.vrbabymime.com/